| Settle Down in Aachen |
จุดประสงค์ของการเขียนบทความนี้ก็เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลสิ่งที่ต้องทำสำหรับคนที่เตรียมตัวจะมา
เรียนที่Aachen นักเรียนเมื่อเข้ามาอยู่ใหม่ และข้อมูลบางอย่างที่จำเป็นสำหรับคนที่กำลังเรียนอยู่
ในส่วนของ รายละเอียดที่ลึกกว่านี้ หรือการเตรียมตัวมาเรียนในเยอรมนีโดยรวม
ขอแนะนำหนังสือชื่อ “เรียนในเยอรมนี” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน
ซึ่งมาจากการรวบรวมข้อมูลของนักเรียนไทยจากหลากหลายเมือง
หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซท์ของ ส.น.ท.ย. (สมาคมนักเรียนไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ในพระบรมราบชูปถัมภ์) www.thai-students.de
เริ่มแรกขอแนะนำเมืองอาเค่นก่อน อาเค่นตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศเยอรมัน
ติดชายแดนทั้งประเทศเนเธอร์แลนด์ และ เบลเยี่ยม ประชากรของเมืองประมาณ
240,000 คน ในจำนวนนี้เป็นนักเรียนประมาณ 40,000 คน นักเรียนส่วนใหญ่กำลังศึกษาสาขาวิศวกรรมศาสตร์
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของเมืองอาเค่น เช่นแผนที่เมือง
หรือกิจกรรมต่างๆภายในเมือง สามารถหาได้จาก Internet (www.aachen.de
) Homepage ของมหาวิทยาลัยคือ www.rwth-aachen.de
Homepage ของกลุ่มนักเรียนไทย ในเมืองอาเค่นคือ www.gats.rwth-aachen.de
|
| สารบัญ |
|
| การเตรียมตัวก่อนมาเมืองอาเค่น |
- เสื้อผ้าและการแต่งตัว
เนื่องจาก Aachen มีฝนตกชุก จึงควรเตรียมเสื้อกันฝนที่ใช้เป็นได้ทั้งเสื้อกันหนาวมาด้วย (เช่นยี่ห้อ Columbia หรือ Oakly ซื้อได้ตามศูนย์แสดงสินค้าถนนรัชดาพิเศก หรือ มาบุญครอง ราคาตัวละประมาณ 2500 – 3000 บาท ซึ่งที่นี่แพงกว่ามาก ราคาไม่ต่ำกว่า 100 ยูโร)
หน้าหนาวติดลบต่ำสุดประมาณ -5 C ส่วนหน้าร้อนก็ร้อนสุดประมาณ 35 C ในที่นี้ขอแนะนำให้ซื้อเสื้อหน้าร้อนมาจากเมืองไทย แต่พวกเสื้อกันหนาวดีๆควรมาซื้อที่นี้เพราะ มันอุ่นกว่าที่ทำในบ้านเรา ในเมืองDusseldorfมี Outlet ของห้าง Espritอยู่ (นักเรียนอาเค่นนั่ง รถไฟไปได้ฟรี)
ในส่วนของเสื้อผ้าทางการ ควรนำติดตัวมาด้วยอย่างต่ำ 1 ชุด เช่น ผู้ชายก็ควรนำเสื้อสูทรครบเซ็ท มาด้วยเป็นต้น
- เอกสารต่างๆ (ที่ควรนำติดตัวมาด้าย)
• ใบปริญญา (ป.ตรี และ โท, ถ้ามี) และ transcript(ใบเกรด) ที่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าไม่สามารถขอตัวจริง จากมหาลัยที่เป็นภาษาอังกฤษได้ ให้เอาไปแปลกันศูนย์แปล และ ให้เอาตัวจริงมาด้วย
• รูปถ่ายแบบเป็นทางการ 1 นิ้ว และ 2 นิ้ว อย่างละโหล
• บัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านที่เมืองไทย (ใช้ในกรณีต่ออายุหนังสือเดินทาง)
• ใบขับขี่ของเมืองไทย (ในกรณีทำใบขับขี่สากลมาจากเมืองไทย)
- เรื่องอาหารการกิน
หม้อหุงข้าว อย่าว่าแต่คนไทยเลย ในประสบการณ์ที่เห็นมา แทบจะไม่มีนักเรียนจากเอเชียคนใด ที่ไม่มีหม้อหุงข้าวในห้องพัก ส่วนการขน จะขนมาเองหรือให้ทางบ้านส่งตามมาทีหลังก็ได้
ในเมืองอาเค่น มีร้านขายของจากเอเชียที่นักเรียนไทยที่นี่รู้จักดีอยู่สองร้าน คือ ร้าน Interfood (Juelicherstr.) และร้านฮัน (Adalbertsteinweg) ซึ่งมีของไทยๆขายเยอะแยะมาก ทั้งของสด, ของแห้ง และเครื่องปรุงต่างๆ เพราะฉะนั้น ถ้ากระเป๋าเต็ม ก็ไม่ต้องขนเอาอาหารติดตัวมาด้วยก็ได้
- การประเมิณค่าใช้จ่ายและการส่งเงิน
ค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับนักเรียนแบ่งได้เป็น 3 ส่วนคือ
• ค่าที่พัก: ประมาณ 150-300 Euro (ขั้นต่ำคืออยู่หอนักเรียน, ขั้นสูงคืออยู่หอภายนอก)
• ค่าประกันสุขภาพ: ประมาณ 50-55 Euro (ผู้หญิงจ่ายแพงกว่าผู้ชาย)
• ค่ากิน + อยู่: ประมาณ 200-300 Euro
นอกจากนี้ยังมีค่าเทอม (ซึ่งรวมค่าใช้รถเมล์และรถไฟไว้แล้ว) ราคาณ ปัจจุบัน(2004)คือ 145 Euro/เทอม
สำหรับการนำเงินมาใช้ที่อาเค่นนั้น นักศึกษามีวิธีที่นิยมใช้อยู่สองแบบ แบบแรกคือขนเงินมาเป็นก้อนใหญ่ๆ อาจทำเป็นเช็คเดินทางหรือว่าแคชเชียร์เช๊คมาขึ้นเงินที่นี่ ซึ่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก ส่วนอีกวิธีที่นิยมกันมาก คือการทำบัตร Debit จำพวก Visa Electron ซึ่งสามารถมากดเงินกับตู้ ATM ที่นี่ได้เกือบทุกตู้ ซึ่งเป็นวิธีที่เสียค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด เพียงประมาณ 100 บาทต่อการกด 1 ครั้ง ซึ่งสามารถกดได้สูงสุดถึงครั้งละ 1 แสนบาท (ควรตรวจสอบกับธนาคารอีกที) นักศึกษาที่นี่นิยมทำบัตร Be 1st หรือ Visa Electron ของธนาคารกรุงเทพมากันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนวงเงินในการเบิกต่อครั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับที่ได้ตั้งไว้กับธนาคาร ถ้าหากกลัวปัญหาบัตรหาย ให้ทำบัตรเป็นชื่อคนอื่นที่ยังอยู่เมืองไทยแล้วนำมาใช้ที่นี่ เพราะถ้าหากบัตรหาย คนที่ยังอยู่ที่เมืองไทยก็จะทำการระงับหรือออกบัตรใหม่ให้ได้เลย
อื่นๆ
ควรจะเรียนภาษาเยอรมันที่เมืองไทยให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากภาษาอังกฤษไม่สามารถ ใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย
หาที่อยู่ทาง internet ก่อนมาจะช่วยลดความยุ่งยากตอนมาถึงใหม่ๆลงไปได้ : http://www.studenten-wg.de/angebote_lesen.html?suche=Aachen (ต้องอ่านภาษาเยอรมันเป็น)
Notebook ที่นี่ราคาประมาณ 1000 – 1500 Euro ก็ซื้อได้รุ่นดีมากแล้ว (ไม่สามารถบอกได้ว่า ใครถูกกว่าใคร เพราะค่าเงินยูโรตอนนี้สูงมาก) สำหรับคนที่ต้องการซื้อ Computer ที่นี่ ควรจะนำ sticker แป้นพิมพ์ภาษาไทยติดมาด้วย นอกเหนือจากนี้ ในกรณีคนไม่มี Notebook, Thumbdrive เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการส่งถ่ายข้อมูลจำนวนมาก และเอาไว้ขนถ่ายข้อมูลระหว่าง ที่ภาคกับเครื่องคอมที่บ้าน (แต่ก็ใช้ไม่ได้กับทุกภาค โดยเฉพาะบางภาคที่ให้ Linux หรือ Sun ) ในส่วนของโปรแกรมต่างๆ (ผี) ถ้าจะเอาติดตัวมาด้วยก็ได้ ซึ่งถ้าผ่านตอน เข้าประเทศได้ก็ไมน่าจะมี ปัญหาอะไร นักเรียนที่นี่ก็ไม่ค่อยซื้อของแท้ใช้สักเท่าไร ส่วนใหญ่ก็ก๊อป ของเพื่อนๆมากันทั้งนั้น นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมี Wireless LAN ให้ใช้ฟรี ดังนั้นควรเอา notebook แบบที่มี WLAN card มาก็จะดีกว่า
|
| การตั้งต้นในเมืองอาเค่น |
- การหาที่พัก
ขั้นแรกจะขออธิบายระบบที่อยู่อาศัยของเยอรมันก่อน
ก่อนอื่นเราจะต้องหาบ้านที่ว่างอยู่ และติดต่อนัดดูบ้านกับเจ้าของบ้าน
ซึ่งวิธีหาจะต่างกันไปตามประเภทของที่อยู่อาศัย (อ่านรายละเอียดได้ในหัวข้อถัดไป)
ซึ่งลักษณะที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปของเยอรมันมีดังนี้
- WG (เวเก) เป็นที่อยู่แบบรวมกัน 3-5 คน
แต่ละคนมีห้องนอนของตัวเอง ใช้ห้องน้ำห้องครัวรวมกัน
ลักษณะจะคล้ายการอยู่รวมกันใน apartment ห้องใน
WG มักเรียกว่า Zimmer ใน WG เป็นการอยู่แบบที่นักศึกษานิยมอยู่มากที่สุด
เพราะค่าเช่าค่อนข้างถูก และมักมีกิจกรรมร่วมกันภายใน
WG เช่นทำความสะอาด ทำอาหาร จัด Party ทั้งนี้แล้วแต่ความสนิทสนมของคนใน
WG นั้นๆ ทำให้ได้เพื่อนไปด้วยในตัว
o หากมีห้องใน WG ว่างแล้วเราเข้าไปดู จะมีการสัมภาษณ์
เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเรา เราจะอยู่ในฐานะของผู้เลือกและผู้ถูกเลือก
คนอื่นๆใน WG จะถามเรื่องต่างๆเกี่ยวกับตัวเรา เพื่อที่จะดูว่าเราสามารถเข้ากับคนที่อยู่มาก่อนแล้วได้หรือไม่
ดังนั้น ถึง WG จะเป็นที่อยู่ที่ราคาถูก แต่กลับเป็นที่อยู่ที่เข้าไปอยู่ได้ยาก
เนื่องจากต้องเข้ากับผู้ที่อยู่ก่อนได้ดี และเรื่องภาษาค่อนข้างจะมีผล
เนื่องจาก WG ส่วนใหญ่มักจะต้องการคนที่คุยกับเขาได้รู้เรื่องง่ายๆมากกว่า
- Einzelzimmer มีลักษณะเป็นห้องเดี่ยว 1
ห้อง ใช้ห้องน้ำและครัวรวมกัน อาจมีอ่างล้างหน้าให้ในห้อง
ซึ่งจำนวนคนใช้ห้องน้ำห้องครัวร่วมจะประมาณ 10-16
ห้อง ลักษณะคล้ายอยู่แฟลชที่มีห้องน้ำห้องครัวรวม
จะเป็นการอยู่ที่ราคาถูกที่สุด
- Apartment ลักษณะส่วนใหญ่จะเป็นห้องเดี่ยว
มีห้องน้ำในตัว ห้องครัวอาจจะแยกออกมาเป็นห้อง 1
ห้อง หรือว่าเป็นแค่มุมทำครัวเล็กๆก็ได้
- Wohnung คือบ้านเป็นหลังๆ หรือห้องพักแบบมีหลายห้อง
ลักษณะเป็นการอยู่อาศัยของครอบครัวคนเยอรมันทั่วไป
เป็นที่อยู่ที่แพงที่สุด
- สำหรับ Wohnung ที่มีห้องหลายห้อง บางคนก็เช่าแล้วนำไปทำเป็น
WG ทีหลัง
หลังจากนัดแนะดูบ้านเรียบร้อยแล้ว เจ้าของบ้านจะบอกเราว่าตกลงเราได้บ้านหรือไม่
ปกตินอกจาก WG แล้ว มักใช้หลักใครมาก่อนได้ก่อน เพราะเราอยู่ในห้องนั้นคนเดียว
จึงไม่ต้องมีคนมาเลือกเราอีก เมื่อเราได้บ้านแล้ว ก็ทำการเซ็นสัญญา
ซึ่งในสัญญาจะมีข้อควรรู้ที่สำคัญอยู่สองอย่าง คือ
- ต้องอยู่อย่างน้อยกี่เดือน
- ต้องแจ้งก่อนย้ายออกกี่เดือน
ซึ่งข้อกำหนดที่กล่าวมา จะต่างกันไปตามแต่ละหอ แต่หอพักเอกชนส่วนมากจะกำหนดเหมือนกัน
คือให้อยู่อย่างต่ำ 6 เดือน และแจ้งก่อนย้ายออก 3 เดือนเป็นอย่างน้อย
สำหรับหอนักเรียนนั้นจะต่างไป ซึ่งจะบอกรายละเอียดในหัวข้อหอนักเรียน
หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการมอบกุญแจ และเราก็สามารถย้ายเข้าอยู่ได้เลย
หลังจากอยู่ไปซักพัก หากต้องการย้ายออกจากที่พักก่อนจะอยู่ครบกำหนด
หรือว่าต้องการออกจากที่พักด่วน (ไม่สามารถแจ้งล่วงหน้า
3 เดือนได้) เราจะต้องหาคนมาอยู่ต่อให้กับเจ้าของ ผู้มาอยู่ต่อนี้เรียกว่า
Nachmieter ซึ่งถ้าเราไม่สามารถหาผู้มาอยู่ต่อได้ เราก็ต้องจ่ายค่าเช่าต่อไปอีก
3 เดือนโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่หากเราต้องย้ายไปต่างเมืองชั่วคราว
หรือกลับเมืองไทยเป็นเวลาหลายเดือน แต่เราไม่ต้องการจ่ายเงินค่าเช่าห้องจขณะที่เราไม่อยู่
เราสามารถหาคนมาอยู่ห้องของเราในช่วงที่เราไม่อยู่ได้
ซึ่งเรียกผู้เช่าชั่วคราวแบบนี้ว่า Untermieter
จากนี้ไปจะอธิบายรายละเอียดของที่พักแต่ละประเภทในเมืองอาเค่น
- หอนักเรียนที่เป็นของRWTH
มีอยู่ด้วยกัน 17 หอ กระจายอยู่ทั่วเมือง ข้อมูลของแต่ละหอเหล่านั้น
และใบสมัคร สามารถดู/ขอได้จากออฟฟิศของ Zentrale Wohnheimverwaltung
des Studentenwerks (www.studentenwerk-aachen.de
)ซึ่งไปติดต่อได้ที่ชั้นล่างของโรงอาหาร Mensa I
ข้อดีของการอยู่หอนักเรียนคือห้องพักราคาถูกกว่าหอพักเอกชน
และยังได้มีการติดต่อ ทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนต่างชาติคนอื่น
แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณของหอพัก ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณนักเรียน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการสมัครหอนักเรียน
• จะสมัครได้เมื่อได้รับเลขประจำตัวนักศึกษาแล้วเท่านั้น
• แต่ละหอมี wartenliste (waiting list) ของตัวเอง
ในการสมัครให้เข้า website ของแต่ละหอ แล้วหาคำว่า
BA หรือ Belegungsausschuss แล้ว download แบบฟอร์มการสมัครมากรอก
แล้วส่งทางไปรษณีย์ หรือไปส่งโดยตรงที่หอ ที่อยู่จะบอกอยู่ในเวปแล้ว บางหอจะมีให้ส่งออนไลน์ได้เลย
• ตามกฎแล้ว สามารถมีชื่ออยู่ใน wartenliste ได้แค่
3 ที่เท่านั้น
• Wartenliste ไม่ได้เปิดตลอดเวลา ต้องคอยตรวจสอบว่าช่วงไหนหอไหนเปิดบ้าง
และสมัครตามช่วงที่เปิด ช่วงที่แต่ละหอเปิดรับสมัครสามารถดูได้ที่เวป
http://www.studentenwerk-aachen.de
เลือก wohnen>wartenlisten และสามารถดู รายละเอียดในการสมัคร
online (เฉพาะบางหอ) ได้ที่ http://www.wohnheime-aachen.de/
• ห้องในหอนักเรียนมีอยู่หลายประเภท ได้แก่
WG เป็นที่อยู่แบบรวมกัน 3-5 คน แต่ละคนมีห้องนอนของตัวเอง
ใช้ห้องน้ำห้องครัวรวมกัน ลักษณะจะคล้ายการอยู่รวมกันใน
apartment ห้องใน WG อาจเรียกว่า Einzelzimmer หรือ
Zimmer ใน WG ก็ได้
Einzelzimmer มีลักษณะเป็นห้องเดี่ยว 1 ห้อง ใช้ห้องน้ำและครัวรวมกัน
อาจมีอ่างล้างหน้าให้ในห้อง ซึ่งจำนวนคนใช้ห้องน้ำห้องครัวร่วมจะประมาณ
10-16 ห้อง ลักษณะคล้ายอยู่แฟลชที่มีห้องน้ำห้องครัวรวม
จะเป็นการอยู่ที่ราคาถูกที่สุด
Appartment เป็นห้องส่วนตัว มีห้องน้ำห้องครัวในตัว
Ehepaarwohnungen เป็น apartment ที่มีขนาดใหญ่พิเศษ
สำหรับคู่ที่แต่งงานแล้ว
• หอนักเรียนส่วนใหญ่จะมี internet ความเร็วสูง เป็นระบบ
LAN อยู่ด้วยแล้ว แต่ก็มีบ้างบางหอที่ไม่มี internet แต่น้อยมาก
• หลักในการให้ห้องนั้น ไม่ได้เอาตาม wartenliste
เพียงอย่างเดียว หอแบบ WG จะให้คนที่อยู่ร่วมกันใน
WG เป็นคนเลือกคนที่จะเข้ามาอยู่ใหม่ ซึ่งจะเลือกเอาคนที่น่าจะเข้ากับคนที่อยู่ก่อนได้
ดังนั้นไม่จำเป็นว่าสมัครก่อนจะต้องได้ห้องก่อน ขึ้นกับโชคและดวงด้วย
• หลักในการให้ห้องนั้น จะเริ่มที่คนเยอรมันก่อน แล้วต่อมาที่คนยุโรป
แล้วจึงเป็นคนต่างชาติ โดยในแต่ละเชื้อชาติจะให้ผู้หญิงก่อนผู้ชาย
ดังนั้นผู้ชายไทยจะตกอยู่ในคนต่างชาติชาย ซึ่งมีลำดับการให้ห้องหลังสุด
โอกาสได้ห้องจึงน้อยมาก โดยเฉลี่ยผู้ชายไทยจะต้อง
รอห้องประมาณ 1 ปี หรือมากกว่า ส่วนผู้หญิงจะประมาณครึ่งปี
เนื่องจากนักเรียนหญิง ในอาเค่นมีจำนวนน้อย จึงมีโอกาสได้ห้องสูงกว่า
• หลายๆหอจะกำหนดว่า หากต้องการรักษาสภาพชื่อให้คงอยู่ใน
wartenliste จะต้องคอยยืนยัน ความต้องการกับทางหอทุกๆ
3 เดือน หรือทุกๆ semester ซึ่งขึ้นกับหอ แต่บางหอก็ไม่จำเป็น
• Studentenwerk ไม่ได้ทำหน้าที่จัดการ wartenliste
จะจัดการแค่สัญญาการเช่าเท่านั้น แต่สามารถไปขอข้อมูลเกี่ยวกับ
wartenliste ได้ แต่ดูจากทาง website จะเร็วที่สุด
• หากท่านอยู่ในหอนักเรียนแล้ว ต้องการจะย้ายไปยังอีกหอนักเรียนหนึ่ง
จะทำได้หลังจากได้ อยู่ที่หอนักเรียนแรกครบ 1 ปีเต็มแล้วเท่านั้น
และจะต้องเสียค่าย้ายอีก 50 ยูโร แต่หากต้องการ ย้ายออกไปยังหอเอกชนสามารถทำได้เลย
โดยต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนการย้ายออก 8 อาทิตย์
• หอนักเรียนของ Studentenwerk นี้ เป็นหอที่ใช้ร่วมกันทั้งนักเรียนของ
RWTH และ FH Aachen
- หอนักเรียนที่เป็นขององค์กรอิสระ เช่นของโบสถ์
หรือ ของสมาคมต่างๆ
- หอนักเรียนที่เป็นขององค์กรอิสระ มี
1. ESG (Evangeliche Studenten Gemeinden)
มีอยู่สองแห่ง
• ที่แรกอยู่บนถนน Nizzaallee 20 ซึ่งอยู่บนเนินเขา
Lousberg ซึ่งเป็นเขาลูกเดียวของเมืองนี้
จำนวนห้อง = 50 ขนาดประมาณ 12-14 m2 ราคา 125-150
Euro/เดือน มีอินเตอร์เนทและโทรศัพท์ในห้อง การรับคนใหม่ใช้เลือกผ่านการสัมภาษณ์
(ไม่จำเป็นต้องสัมภาษณ์เป็นภาษาเยอรมัน) ปีหนึ่งมีการเปิดรับคนอยู่ใหม่
2 ครั้ง คือประมาณกลางเดือน2 (เพื่อเข้าอยู่ต้นเดือน4)
และประมาณกลางเดือน8 (เพื่อเข้าอยู่ต้นเดือน10)
http://www.esw.rwth-aachen.de/
• ที่สองอยู่บนถนน Templergraben 39(ถนนบนวงแหวนรอบในของเมือง)
จำนวนห้อง = 25 http://www.t39.rwth-aachen.de/
2. KHG (Katholiche Hochschulgemeinde)
รายละเอียดขององค์กรสามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ http://www.khg-aachen.de/
ส่วนStudentenwerk ขององค์กรนี้ (หน่วยงานที่ดูรอเรื่องหอนักเรียนโดยตรง)
อยู่ที่เวปไซต์ http://www.studentenwerk-der-khg-aachen.de/
KHG มีหออยู่สองที่ ที่แรกอยู่บนถนน Eckertweg
3
http://www.eckert.rwth-aachen.de/
อีกที่อยู่ที่ Hermannstr.15 http://www.hermann.rwth-aachen.de/
3. Verbaende
(ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Skull ก็จะเห็นภาพของหอนักเรียนประเภท
Verband ซึ่งเป็นบ้านกึ่งๆปราสาทที่มีกลุ่มคนเป็นเจ้าของ
โดยได้เงินสนันสนุนจากคนเก่าที่เคยอยู่มาก่อน
เพราะฉะนั้น นักเรียนที่เข้าไปอยู่จึงจ่ายค่าห้องค่อนข้างถูก
นักเรียนที่อยู่ส่วนใหญ่เป็นเยอรมัน แต่ก็เคยเห็นหลายหอที่รับคนต่างชาติด้วย)
- หอนักเรียนที่เป็นของเอกชน
หอลักษณะนี้ถ้ามีห้องว่าง เราสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้เลย
ไม่ต้องเข้าคิวรอใน Waiting List สำหรับการหาข้อมูลของห้องว่างเหล่านี้ได้จาก
AStA, บอร์ดข่าวสาร(Schwarzer Brett)ตามโรงอาหาร,
หอประชุม หรือสอบถามโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ประจำแต่ละหอ
(ควรขอคำแนะนำจากเพื่อน หรือรุ่นพี่ สำหรับการเซ็นสัญญาเช่า
ควรไปกับคนที่พอมีความรู้ภาษาเยอรมันบ้าง เพื่อจะได้ช่วยอ่านสัญญาให้)
ตัวอย่างหอนักเรียนเอกชน
1. Westpark
(Vaalerstr. 150-152)
ห้องมีหลายขนาดให้เลือก มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานให้
เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ, เก้าอี้, เตียง, ตู้,
ชั้นวางหนังสือ, โคมไฟ, ตู้เย็น ห้องเป็นลักษณะ
Appartment คือมีห้องน้ำ และเตาไฟฟ้าอยู่ในตัว
นอกจากนั้นยังมี internet และ cable TV ด้วย ห้องเล็กที่สุดขนาดประมาณ
22.95 m2 ราคา 240 Euro (รวมค่าน้ำและค่าไฟแล้ว)
ค่าเช่าขึ้นทุกปี ปีละ 7 Euro
2. หอ
Hit Net (Roemonderstr. 112a)
เป็นห้องลักษณะเดียวกับ Westpark และมีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนกัน
ห้องขนาดประมาณ 22 m2.ราคา 215 Euro แต่ยังไม่รวม
ไฟฟ้า
- ห้องพักทั่วไป (Wohnung)
ห้องพักประเภทนี้จะเป็นห้องว่างซึ่งเปิดให้เช่า มีหลายขนาดและลักษณะของห้อง
โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในอาคาร สำหรับพักอาศัยของคนทั่วไป
ส่วนใหญ่จะมีห้องน้ำและห้องครัว เป็นของตนเอง ค่าเช่าห้องประเภทนี้จะแพงที่สุด
เมื่อเทียบกับประเภทอื่นๆ (ราคาอยู่ที่ประมาณ 6-7
ยูโรต่อm2 Kalt ซึ่งหมายถึงยังไม่รวม น้ำ, ไฟ และการทำความร้อน)
สำหรับนักเรียนใหม่ที่เดินทางมาถึง Aachen ควรจะหาที่พักเป็นของตนเองให้ได้ภายใน
1 สัปดาห์หลังจากที่มาถึง ซึ่งวิธีการหาห้องพักมีข้อแนะนำดังนี้
- พยายามสอบถามรุ่นพี่เกี่ยวกับห้องพักที่ว่างเนื่องจากการย้ายออกของนักเรียน
เนื่องจากห้องประเภทนี้มักจะเหมาะกับนักเรียนและมีราคาถูก
- ติดตามข่าวสารจากประกาศในหนังสือพิมพ์ Annonce
ซึ่งวางแผงทุกวันอังคารและศุกร์ โดยจะต้องโทรศัพท์สอบถามเจ้าของห้องและนัดวันไปดูห้องก่อนตัดสินใจ
วิธีนี้จะสามารถหาห้องได้หลากหลายและสามารถเลือกตามข้อแม้ที่ต้องการได้แต่มีค่าใช้จ่ายสูง
และไม่ได้ผลมากนักเนื่องจากเป็นข่าวประกาศทั่วไปทำให้มีคู่แข่งมาก
- พยายามออกเดินสำรวจในเมืองตามถนนที่มีอาคารที่พักอาศัยต่างๆ
ซึ่งมักจะมีป้ายประกาศเมื่อมีห้องว่างให้เช่าติดอยู่บริเวณหน้าอาคารนั้นๆ
โดยวิธีนี้จะมีโอกาสได้ห้องสูงสุด แต่ห้องที่ได้มักจะเป็นห้องเปล่า
- หากไม่สามารถหาห้องได้ด้วยวิธีการข้างต้น สามารถอาศัยบริการของ
Immobielen หรือนายหน้าหาบ้านได้ ซึ่งจะได้บ้านที่มีลักษณะตามต้องการแต่จะต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก
( ค่านายหน้าจะประมาณค่าเช่าของห้องที่ได้ 2 เดือนรวมกัน
)
- ทำเล
ถามกันมากว่า อยู่ตรงไหนใกล้มหาวิทยาลัย ควรจะหาที่พักในย่านใด
ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า RWTH นั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็น
Campus เหมือนๆกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหรือที่อื่นๆ
แต่ว่าตัวตึกของมหาวิทยาลัยจะกระจายๆกันไปทั่วเมือง
ซึ่งอาเค่นนั้นเป็นเมืองที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ตัวเมืองเป็นเมืองเก่า
มีถนนต่อเชื่อมกันลักษณะคล้ายวงกลมอยู่ตรงส่วนกลางของเมืองเนื่องมาจากกำแพงเมืองในสมัยโบราณ
ซึ่งส่วนกลางเมืองนี้เป็นส่วนที่เจริญที่สุดของเมือง
ตรงกลางเมืองจะมีสถาณที่สำคัญคือ Dom และ Rathaus
ย่านเจริญของเมืองนี้เรียกว่า Innerstadt
ในการหาบ้าน แนะนำให้หาบ้านที่อยู่ใกล้ส่วนกลางเมืองนี้ให้มากที่สุด
เพราะสะดวกในการเดินทางและใกล้กับตึกของมหาวิทยาลัยส่วนมาก
แต่อย่างไรก็ดี
เนื่องจากอาเค่นเป็นเมืองเล็ก ไม่มีรถติดเหมือนเมืองไทย
การเดินทางภายในรอบในของตัวเมือง ถึงทุกๆตึกเรียนของมหาวิทยาลัย
สามารถไปถึงได้ภายในระยะเวลาไม่เกินครึ่งชม.โดยการขึ้นรถเมล์
ซึ่งนักเรียนสามารถขึ้นได้ฟรีอยู่แล้ว
สำหรับชื่อสถานที่ที่อยู่ในทำเลที่ใกล้กลางเมืองซึ่งสามารถนำไปใช้ในการหาบ้านได้ได้แก่
Bushof (สถาณีรถเมล์หลัก), Hauptbahnhof (สถาณีรถไฟหลัก),
Elisenbrunnen, Markt, Ponttor, Westbahnhof, Westpark, TH
สามารถดูแผนที่ของอาเค่นได้ที่นี่
http://www.stadtplan.net/index.asp?direct=brd/nrw/aachen/home.html
- คำศัพท์ที่ควรทราบในการหาที่อยู่
Zu vermieten ให้เช่า
Zi (Zimmer) ห้อง (บอกจำนวนห้องโดยไม่รวมครัวและห้องน้ำ)
DG (Dachgeschoss) ห้องใต้หลังคา
Etage ชั้น โดยนับชั้นแรกเป็น E (Erdgeschoss), 1,
2, 3,…
KDB (Küche+Diele+Bad) ครัว ห้องโถง และอ่างอาบน้ำ
KDDu (Küche+Diele+Düsche) ครัว ห้องโถง
และฝักบัว
KM (Kaltmiete) ค่าเช่าห้องพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงเช่าห้องเปล่า
NK (Neben Kosten) ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายเพิ่ม
เช่น ค่าขยะ ค่ารักษาความสะอาดส่วนรวม
WM (Warmmiete) KM+NK แต่ส่วนใหญ่จะไม่รวมค่าไฟฟ้า
Strom ค่าไฟฟ้า
inkl (Inklusive) รวมอยู่ด้วย
Zzgl. (zuzüglich) บวกเพิ่มต่างหาก
WG (Wohngemeinschaft) ห้อเช่าสำหรับอยู่ด้วยกันหลายคน
Kaution ค่ามัดจำ
Mobiliert ตกแต่งภายใน หมายถึงมีเฟอร์นิเจอร์พวกเตียงนอนและตู้ให้
Ab บอกวันที่ห้องเริ่มว่าง
Sofort เริ่มว่างนับตั้งแต่วันที่ประกาศ
WBS (Wohnberechtigungsbescheinigung) เอกสารรับรองรายได้ต่ำ
จำเป็นสำหรับบางอาคาร และหอนักเรียนที่ Mattschoe-Moll-Weg
ส่วนหอนักเรียนที่เหลืออีก 16 หอ ไม่ต้องใช้ (ในกรณีนักเรียน
ให้ไปขอใบนี้ได้จาก Wohnungsamt อยู่ด้านหลัง Media
Markt)
Nachmieter ผู้เช่าต่อ
Untermieter ผู้เช่าชั่วคราว คือคนเช่าเดิมอาจไปฝึกงาน3-4เดือน
จึงเปิดห้องตัวเองให้ คนเช่าชั่วคราว เวลาเราไปเช่า
เราจะไม่ใช่ Nachmieter แต่เป็นเพียงแค่ Untermieter
- การย้ายออก ในสัญญาเช่าห้องส่วนใหญ่จะระบุไว้ว่า
เราต้องบอกเจ้าของบ้านก่อนย้ายออกอย่างต่ำ 2-3 เดือน
เพื่อที่เขาจะได้ประกาศหาคนมาอยู่แทนเรา ถ้าไม่เช่นนั้นเมื่อเราจำเป็นต้องย้ายออกกระทันหัน
ก็ต้อง หาคนที่จะมาอยู่แทนเรา (Nachmieter) ให้กับเจ้าของบ้าน
- การลงทะเบีนที่อยู่ (Anmeldung)
ทำได้หลังจากมีหอพักลงตัวเรียบร้อยแล้ว การลงทะเบียนนี้
เป็นเรื่องที่บังคับด้วยกฎหมายและต้องใช้เพื่อ เอาไปต่อวีซ่า
เวลาย้ายไปเมืองอื่น ก็ต้องทำเรื่องย้ายออก (Abmelden)
จากเมืองเดิม แล้วไปลงทะเบียน ที่เมืองใหม่ต่อไป
ทำที่ไหน:
1. Ver waltungsgebaeude (ติดกับ Hauptbahnhof) ชั้นล่างสุด
2. Buergerservice เป็นตึกหลัง Rathaus
เอกสาร:
1. สัญญาการเช่าที่อยู่อาศัย (Mietvertrag)
2. Passport
เวลายื่นขอ ไม่ต้องขอเอกสารมากรอก เข้าไปบอกพนักงานว่าต้องการทำ
Anmelden แล้วพนักงานจะ กรอกเอกสารให้เองโดยจะใช้เวลาทำประมาณ
15 นาที และสามารถทำได้ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่
7.30 น. เป็นต้นไป
- การเปิดบัญชีธนาคาร
หลังจากเปิดบัญชีธนาคารแล้วสามารถทำกิจกรรมการเงินทั่วไปได้เช่น
ฝากเงิน, ถอนเงิน,โอนเงิน, จ่ายเงินค่าบ้าน,จ่ายค่าทำประกัน
ปกติการเปิดบัญชีกับธนาคารนั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็น
ค่าธุรการของธนาคาร ถึง 6 Euroต่อเดือน แต่ จะมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนที่อายุต่ำกว่า
30 ปี ซึ่งเรียกว่า Jugendkonto ซึ่งเราต้องยื่นบัตรนักเรียน
(Studentbescheinigung) ให้กับธนาคารทุกเทอม
ธนาคารต่างๆมีเช่น Sparkasse Aachen, Deutsche Bank,
… แนะนำให้ใช้Spar เนื่องจากมีสาขา หลายแห่งทั่วทั้งเยอรมัน
แต่สำหรับบัญชีนักเรียนถ้าฝากกับ Deutsche Bank ก็จะได้รับดอกเบี้ยด้วยแต่เป็น
rate ที่ไม่สูงมาก การฝากเงินที่นี่ก็มีหลายแบบ เช่น
ประจำ, ออมทรัพย์, กระแสรายวัน(Girokonto) etc. สำหรับการฝากประจำ
แนะนำให้สำหรับคนที่มีเงินเดือนประจำ เช่น นักเรียนที่ได้รับทุน
การศึกษารายเดือน หรือ คนที่นำเงินจำนวนมากติดตัวมาด้วยจากเมืองไทย
ก็สามารถแบ่งเงินจำนวน หนึ่งเข้าบัญชีประจำ(ได้ดอกเบี้ย)
ส่วนที่เหลือก็ไว้บัญชีกระแสรายวัน ไว้ใช้จ่ายรายเดือน
ถ้าไปเปิดบัญชีกับ Deutsche Bank ให้รอโอกาสประมาณตุลาคมซึ่งจะมี
Promotion คนที่พาไปเปิดจะได้ ของแถม เช่นเครื่องดูดฝุ่น
หรือ เครื่องต้มกาแฟ
เอกสาร:
1. หลักฐานการลงทะเบียนที่อยู่ (Anmeldung) หรือที่อยู่ชั่วคราว
โดยระบุชื่อเจ้าของห้อง ไปด้วย ( C/O )
2. หนังสือเดินทาง
3. บัตรนักศึกษา หรือ เอกสารตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย
- การทำประกันสุขภาพ (Krankenversicherung)
เป็นสิ่งที่นักเรียนทุกคนต้องทำ (ถูกบังคับโดยกฎหมาย)
บริษัทประกันแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่คือ
1. ของรัฐบาล (Gesetzliche Krankenkasse) ซึ่งมี AOK,
TK, …..
2. ของเอกชน (Private Krankenkasse) DKV,…..
ในที่นี้ แนะนำให้ทำกับประกันของรัฐ เช่น AOK หรือ TK
โดยค่าเบี้ยประกันรายเดือนตกประมาณ 50 ยูโรสำหรับผู้ชาย
และ 55 ยูโรสำหรับผู้หญิง โดยราคาจะแพงขึ้นตามขั้นอายุ
(รายละเอียดการเปลี่ยแปลง ที่เริ่มในปี 2004 จะต้องเพิ่มเติมทีหลัง)
เอกสาร:
1. หลักฐานการรับเข้าเป็นนักศึกษา หรือ บัตรนักเรียน
2. ข้อมูลบัญชีธนาคาร (สำหรับการชำระค่าธรรมเนียมทุกเดือน)
หากยังไม่มี สามารถนำมายื่นทีหลังได้
เนื่องจากปัจจุบัน (ปี 2004) ได้เริ่มมีการใช้กฎใหม่ของ
Gesundheitreform การไปหาหมอจะต้องจ่าย ค่าตรวจรักษาขั้นต่ำ
10 ยูโรต่อ 3 เดือน(ไม่ใช่ต่อครั้ง) ตอนนี้ได้ยินมาว่า
คนเยอรมันไม่พอใจกับ Gesundheitreform มาก เพราะฉะนั้นอาจมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง
ในอนาคตอันใกล้ได้
- การลงทะเบียนเป็นนักศึกษา
ทำที่ Akademisches Auslandsamt (AAA) : ถนน Ahornstr.
55
เอกสาร
1. ปริญญาบัตรและใบแปลภาษาอังกฤษ (ตัวจริง)
2. Passport
3. รูปถ่าย 2 นิ้ว 2 รูป
4. หลักฐานประกันสุขภาพ ( หากไม่มีจะมีบริษัทไปรับทำในวันสมัคร
)
5. Transcript ตัวจริงจากมหาวิทยาลัย ระบุวันจบการศึกษา
6. ใบคะแนน TOEFL ตัวจริง หากยังไม่เคยส่งมาที่มหาวิทยาลัยในตอนสมัครก่อนมา
ที่เยอรมันี ไม่มีการจ่ายค่าหน่วยกิตในการเรียน มีเพียงจ่ายค่ารักษาสถานะนักศึกษารายเทอม
ประมาณ140 ยูโร (เป็นค่าธุรการของมหาลัย ~30 และเป็นค่าโดยสารรถไฟและรถบัส
~110) ซึ่งบังคับจ่าย ถ้าต้องการรักษา สถานะนักศึกษา
ที่กล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะคนทำป.เอก จะเลือกสถานะว่า
เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็ได้ (ให้ไปอ่านรายละเอียดหัวข้อทำป.เอก)
- การต่อวีซ่า (Visa Verlaengerung)
สามารถทำได้ทันทีหลังจากทำ Anmeldung และได้ละทะเบียนเป็นนักศึกษาของมหาลัยแล้ว
ควรทำก่อนวีซ่าหมดอายุประมาณ 2-4 อาทิตย์ สำหรับนักเรียนนั้น ทำได้โดยไปที่ Aliens Registration Office เป็นห้องที่อยู่ข้างๆ International Office (AAA) ของ RWTH Aachen (Ahornstr. 55) Telefon/telephone: 0241 432 -3320 /-3321 /-3322
Öffnungszeiten / Opening hours |
| Mo/Mon |
8.00-12.15 |
| Di/Tue |
8.00-12.15 |
| Mi/Wed |
8.00-12.15 h, 14.00-16.45 h |
| Do/Thu |
geschlossen / closed |
| Fr/Fri |
8.00-12.00 h |
สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักเรียนของ RWTH และ FH Aachen ให้ไปทำวีซ่าที่ Verwaltungsgebäude (ติดกับ Hauptbahnhof) ไปแผนกชาวต่างชาติ
(Ausländerabteilung) โดยแยกห้องตามตัวอักษรต้นของนามสกุล
เมื่อไปถึงจะได้รับบัตรคิวแล้วรอเข้าห้องตามคิวนั้น
วันและเวลาทำการ จันทร์-อังคาร 8.00 – 12.15
พุธ 8.00 – 12.15 และ 14.00 - 16.45
ศุกร์ 8.00 – 12.00
เอกสาร
1. แบบฟอร์มสีเหลือง ( Antragformular) ซึ่งขอได้ที่หน้าห้อง
กรอกข้อมูลต่างๆให้ครบ
2. เงินค่าต่อวีซ่า 40.82 Euro สำหรับการต่อครั้งแรก
และ 20.41 Euro สำหรับครั้งต่อๆ ไป
3. บัตรนักเรียน (Studienbescheinigung)
4. Passport
5. รูปถ่าย - ขนาดรูป 35x45 mm ขนาดรูปหน้าสูง 32-36 mm จากคางถึงผม รูปหน้าตรง ไม่ยิ้ม ไม่ยิงฟัน ลืมตา ไม่ใส่หมวก พื้นหลังสีเดียว ดูตัวอย่างที่นี่
6. หลักฐานแสดงการเงิน
- เอกสารทางการเงินที่ใช้ได้ คือ
1. konto auszug ที่มีเงิน 7000 ยูโร หรือ
2. ใบรับรองการจ่ายทุนการศุกษา มากกว่า 585 ยูโรต่อเดือน
หรือ
3. บัญชีธนาคารย้อนหลัง 3 เดือน ที่มียอดการโอนเข้ามากกว่า
585 ยูโรต่อเดือน ( ต้องมีการโอนเข้าทุกเดือนนะครับ
) หรือ
4. Verpflichungserklaerung จากเมืองไทยเพื่อรับรองค่าใช้จ่าย
อย่างน้อย 585 ยูโรต่อเดือน
หมายเหตุ
สำหรับการต่อวีซ่าครั้งแรกหลังจากเดินทางมาถึง จะต้องการเอกสารเพิ่มเติมดังนี้
1. รูปถ่าย 2 นิ้ว 1 รูป
2. หลักฐานการทำประกันสุขภาพ (Nachweis über Krankenversicherung)
3. หลักฐานแสดงที่อยู่ ซึ่งได้รับหลังจากทำข้อ 2.2 เรียบร้อยแล้ว
4. หลักฐานการเข้าเป็นนักศีกษา RWTH
นอกจากนี้ การต่ออายุครั้งแรก ไม่ต้องกรอกใบสีเหลือง
โดยใบที่ต้องกรอกจะอยู่ภายในห้อง
เอกสารทั้งหมดควรถ่ายเอกสารมาอย่างละ 1 ชุด หากถ่ายเอกสารที่ห้องต่ออายุจะเสียค่าถ่ายใบละ
1 Euro
- การติดต่อขอโทรศัพท์
ระบบโทรศัพท์ของประเทศเยอรมันมีหลายแบบ
- Fixed Line เป็นระบบโทรศัพท์บ้าน การขอรับบริการสามารถทำได้ที่บริษัท
Deutsches Telekom ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ถนน Holzgraben
ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 51 Euro ค่าใช้บริการรายเดือน
16 Euro ข้อดีคือสามารถใช้บัตรโทรศัพท์ราคาถูกโทรกลับเมืองไทยได้
(ถูกสุด 6 cent/นาที) หรือใช้รหัส Vorwahl ได้เช่นกัน
- โทรศัพท์มือถือ(Handy)
สามารถขอใช้บริการได้จากบริษัทต่างๆ เช่น O2,
MobilCom, E-Plus สำหรับค่าใช้บริการรายเดือนและค่าโทร
จะแตกต่างกันไป โดยมี 2 ลักษณะ
o Pre-paid โทรศัพท์แบบเติมเงิน จะสามารถซื้อได้ทันที
แต่ค่าโทรต่อนาทีแพงมาก
o Post-paid มักจะได้เครื่องโทรศัพท์ในราคาที่ถูกมาก(1
ยูโร) แต่ต้องทำสัญญา 2 ปี ในกรณีของบริษัทชื่อ
O2 ถ้านำเครื่องที่มีอยู่แล้วมาจากเมืองไทย
เมื่อไปทำสัญญา เขาจะคืนเงินค่าเครื่องให้ 100 ยูโร,
นอกเหนือจากนี้ ถ้าเลือกทำสัญญากับ O2 แนะนำให้เลือกจุด
Homezone ที่ “Templergraben 64” (ใกล้ๆกับ Hauptgebaeude)
เพราะจะได้เขต Homeทั้งเมือง - สอบถามประสบการณ์ได้กับแก้ว(ช.)
เอกสาร :
1. Passport ที่มีอายุ Visa นานกว่า 6 เดือน
2. หลักฐานแสดงที่อยู่
หมายเลขโทรศัพท์พิเศษ ราคาประหยัด ( Vorwahl )
ต้องใช้ร่วมกับโทรศัพท์บ้าน (Fixedline)
01051 + รหัสเมือง+หมายเลข
01081 และ 010012 สามารถใช้ในและนอกประเทศได้
การโทร. ข้ามประเทศ ใช้ 00+รหัสประเทศ+หมายเลข ( ใช้ร่วมกับ
01081 และ 010012 ได้ )
- การติด Internet
รูปแบบการให้บริการ
Internet ในประเทศเยอรมนีจะแบ่งตามลักษณะของสายส่งสัญญาณได้
2 ลักษณะคือ
- ISDN เป็นบริการ internet ความเร็วต่ำ สามารถรับข้อมูลได้สูงสุด
64 kbit/sec มีรูปแบบการใช้งานเหมือนกับ internet
ในประเทศไทย คือ จะต้องหมุนเข้าหาระบบก่อน และคิดค่าบริการเป็นนาที
- DSL เป็นบริการ internet ความเร็วสูง สามารถรับข้อมูลได้หลายระดับความเร็วที่
1,2, 3และ 6 Mbit/sec มีรูปแบบการใช้งาน 3 ลักษณะ
คือ
i. Time limit มีการกำหนดระยะเวลาการใช้ต่อเดือน
ii. Transfer limit มีการกำหนดปริมาณการรับส่งข้อมูลต่อเดือน
iii. Flat rate เป็นการเหมาจ่ายรายเดือน ไม่มีการจำกัดเวลาและปริมาณการรับส่งข้อมูล
สำหรับบริการ DSL นั้น ผู้ขอติดตั้งจะต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า
ชุมสายโทรศัพท์ในบ้านนั้น สามารถใช้บริการ DSL ได้หรือไม่
ตัวอย่างบริษัทที่ให้บริการ Internet
- Deutsche Telecom ( T-DSL และ T-ISDN ) http://www.t-com.de
- Arcor (ISDN และ DSL ) http://www.arcor.de
- QSC ( DSL แบบไม่ต้องติดตั้งเบอร์โทรศัพท์ ) http://www.qsc.ag
- Uni-DSL http://www.uni-dsl.de/ เป็นบริการอินเทอเนทของมหาวิทยาลัยสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่หอนักเรียนแต่อยากใช้เนทของมหาวิทยาลัย ถูกกว่าข้างนอกนิดหน่อย แต่ได้ข่าวมาว่าสัญญาณไม่ค่อยดี
วิธีการยื่นเรื่องขอติดตั้ง
โดยปกติแล้ว สามารถทำเรื่องขอติดตั้งผ่านทาง website
ได้โดยตรง หรือสามารถ download แบบฟอร์มเพื่อกรอกและส่งทางจดหมายได้เช่นกัน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยมี Wireless LAN ให้ใช้ฟรีตามตึกเรียน ซึ่งใครที่มี laptop ที่ใช้ WLAN ได้ ก็สามารถไปนั่งเล่นได้เลย แต่ต้องมี account ก่อน ซึ่ง account นี้จะส่งมาให้พร้อมกับจดหมายที่ส่งบัตรนักเรียนใบแรกมาให้ หากทำหายไปแล้ว สามารถติดต่อขอใหม่ได้ที่ Rechen- und Kommunikationszentrum Helpdesk
- การทำเรื่องขอลดหย่อนค่าโทรทัศน์และโทรศัพท์
( befreiung)
ในกรณีที่เป็นนักศึกษาที่มีรายได้ต่ำ จะสามารถทำเรื่องขอลดหย่อนค่า
GEZ ได้ (การมีโทรทัศน์และวิทยุ ในครอบครองนั้น จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับรัฐตามจำนวนโทรทัศน์และวิทยุที่มีในบ้าน
~17ยูโรต่อเดือน) โดยทำที่ห้องเดียวกับที่ทำ Anmeldung
เอกสาร :
1. แบบฟอร์มขอลดหย่อนค่า GEZ
2. บัตรนักเรียน
3. หลักฐานแสดงที่อยู่
4. สัญญาเช่าห้อง ซึ่งระบุค่าเช่าอย่างชัดเจน
5. ใบรับรองรายรับ ( กรณีทุน ) หรือใบรับรองการเงินจากผู้ปกครอง
6. Kontoauszug
7. กรณีเช่าห้องร่วมกัน ต้องมีใบรับรองการแบ่งจ่ายค่าห้อง
กรณี Untermieter ต้องให้เจ้าของห้องระบุวันที่เริ่มเช่าด้วย
- การทำสัญญา น้ำ ไฟฟ้าและก๊าซ
ในที่พักอาศัยส่วนบุคคล (Privatwohnung) นั้น ส่วนใหญ่
คนเช่าจะไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้า และ ก๊าซ รวมกับค่าเช่าให้กับผู้ให้เช่าโดยตรง
แต่จะต้องไปติดต่อกับบริษัทภายนอกที่ให้บริการน้ำ ไฟ
ก๊าซเอง ในที่นี้ขอแนะนำบริษัทชื่อ STAWAG
สิ่งที่ต้องทราบ 1. ชื่อเจ้าของห้องคนเก่า หรือ หมายเลขเครื่องมิเตอร์วัดไฟฟ้า-ก๊าซ
ของห้องที่เราอยู่
2. หมายเลขบัญชีธนาคาร
เบอร์โทรของ STAWAG คือ 0800-227 8292 เป็นเบอร์โทรฟรี
โดยเมื่อแจ้งแล้ว เขาจะมาเปิดให้ ใช้งานได้ภายใน 24
ชม. ราคา(รวม VAT): ค่าไฟฟ้า ~20 cent/kWh, ค่าก๊าซ
~7 cent/kWh, ค่าน้ำ ~1.66 Euro/m2 (สำหรับคนที่อยู่คนเดียว
ค่าน้ำ-ไฟ-ก๊าซจะตกอย่างต่ำประมาณ 30 Euro/เดือน)
- Tips
ในการหาซื้อเครื่องใช้ต่างๆที่ราคาไม่แพงหรือของใช้มือสองนั้น
สามารถหาซื้อได้จาก Flohmarkt (ตลาด ของใช้มือสอง ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายๆกับตลาดเปิดท้ายขายของถูก)
ซึ่งมีจัดเกือบทุกอาทิตย์ นอกจากนี้ยังสามารถหาดูประกาศขายของมือสองได้ใน
Internet
และทุกเช้าวันอาทิตย์จะมีหนังสือพิมพ์แจกฟรี Super Sonntag วางอยู่ทั่วเมือง ซึ่งจะมีใบโฆษณาสินค้าที่ลดราคาของห้างต่างๆ ซึ่งมักจะมีของราคาน่าสนใจให้เลือกอยู่ไม่น้อย
|
| การใช้ชีวิตและการเป็นอยู่ในเมืองอาเค่น |
- การเรียนและการลงทะเบียนสอบ
วิชาที่เปิดสอนในแต่ละเทอม , เวลาเรียน , สถานที่เรียน สามารถหาดูได้จากหนังสือ Vorlesungsverzeichnis ซึ่งมีขายตามร้านขายหนังสือ หรือขอยืมดูได้ที่ห้องสมุดกลาง นอกจากนี้ยังสามารถดูได้ทาง Internet ที่ http://www.campus.rwth-aachen.de
การลงทะเบียนสอบสามารถทำได้ที่ ZPA (zentrales Prüfungsamt) ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของ Audimax สำหรับกำหนดการของการลงทะเบียนสอบจะแตกต่างกันไปตามสาขาวิชาที่เรียน ( อย่าลืมนำบัตรนักเรียน ( Studentausweiss) ติดตัวไปด้วย)
สำหรับคนที่ไปลงทะเบียนสอบเองไม่ได้ สามารถเขียนจดหมายมอบอำนาจที่มีชื่อ เลขประจำตัวนักศึกษา (Matrikelnummer) และลายเซ็นของเรา ให้เพื่อนไปลงทะเบียนสอบแทนในวันเวลาที่กำหนดได้
การเตรียมตัวสอบ สามารถไปขอถ่ายเอกสารตัวอย่างข้อสอบเก่าหรือซื้อข้อสอบเก่า หรือซื้อเอกสารประกอบการสอน ได้ที่ชมรม (Fachschaft) ของแต่ละคณะ (แต่บางคณะก็ไม่มีให้)
- การสมัครสมาชิกบัตรห้องสมุด
ห้องสมุดกลาง Hochschulbibliothek ถนน Templergraben 61 ( www.bth.rwth-aachen.de )
เอกสาร
- Passport
- Studentausweis
- หลักฐานแสดงที่อยู่ ( Anmeldung)
ในกรณีของนักเรียนป.เอก สามารถไปทำบัตรห้องสมุดประเภท Bedienstete ได้ โดยเวลาไปทำ ก็ให้เอาสัญญาการจ้างงานไปด้วย ข้อดีของบัตรประเภทนี้ก็คือ สามารถสั่งให้ ZNT (Zeitschriftenbibliothek - ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวม Journal ทางวิชาการของมหาลัย , อยู่ตึกเดียวกับ AAA) ซีรอคบทความต่างๆ ที่เราอยากอ่านแล้วส่งมาทางอีเมล์ให้เราได้ ไม่จำเป็นต้องไปยืมแล้วมาซีรอคเอง
นอกจากห้องสมุดกลางแล้ว ยังมี Lehrbuchsammlung ( ถนน Wüllner 3) ซึ่งสามารถยืม Textbook ที่ใช้เรียนได้อีกด้วย การยืมหนังสือที่นี่ก็ใช้บัตรเดียวกันกับห้องสมุดกลาง
- การหาหมอ
ที่ AOK จะมีหนังสือเล่มไม่ใหญ่นักชื่อ " Artzverzeichnis“ เป็นหนังสือรวบรวมรายชื่อของหมอรักษา โรคต่างๆในเมืองอาเค่นและตัวเมืองรอบนอกทั้งหมด ให้ไปขอได้ฟรี
หรือสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.aerzte-aachen.de/
ในประเทศเยอรมัน สำหรับนักศึกษาที่มีรายได้น้อย การรักษาพยาบาลและค่ายาจะถูกจ่าย โดยบริษัทประกันเกือบ 100% ( สำหรับกฎหมายใหม่ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2004 นั้น จะเขียนเพิ่มเติมในฉบับปรับปรุง ครั้งต่อไป) ซึ่งนับตั้งแต่ การเจ็บป่วยเล็กน้อย , การรักษาฟัน จนไปถึงเข้าผ่าตัดใหญ่ แต่ทุกคนจะต้องมีแพทย์ประจำบ้าน ( Hausartz) ซึ่งเป็นแพทย์ทั่วไป เวลาเขาพบว่าเราป่วยเป็นอะไรมาก เขาจะเป็นคนแนะนำให้เราไปรักษากับ หมอเฉพาะทางต่อไป เพราะฉะนั้นจึงแนะนำว่าไม่ควรเปลี่ยนหมอบ่อยๆ ถ้าไม่จำเป็น เพราะหมอประจำจะบันทึกประวัติ ทุกอย่างของเรา และจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคต่อไปในอนาคต
การจะไปหาหมอก็ต้องโทรนัดล่วงหน้า ถ้าป่วยวันนี้ แล้วจะเดินเข้าไปเลยก็อาจจะต้องรอนานมากๆๆ (อาจถึง ครึ่งวัน) ซึ่งถึงแม้นนัดล่วงหน้าแล้วก็ตาม การรอเป็นเวลา 1 ชม.เป็นเรื่องปรกติ!!!!! แต่ถ้าป่วยกะทันหันขึ้นมา แนะนำให้โทรไปหาในตอนเช้าวันนั้นเลย แล้วถามว่าควรจะไปตอนกี่โมง แล้วเขาจะกะประมาณเวลาที่ว่าง หรือรอไม่นานให้เรา
เราควรจะไปเช็คฟันปีละ 2 ครั้ง โดยทางประกันจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ฟรีอยู่แล้ว ยกเว้นเรื่องการทำเสริมสวย เช่น ขัดฟัน
หมอรักษาโรคทั่วไปที่อยากแนะนำ Görgels, Almut ( หรือหมออ้วน ชื่อนี้ตั้งเองนะครับ อย่าเพลอไปเรียนคุณหมอแบบนั้น!!!!) ถนน Templergraben 34 , tel. 24986 ( ใกล้ๆ Hauptgebäude หรือ ห้องสมุดใหญ่)
หมอที่ดี: ( รักษาฟัน) Werner Schippers ถนน Vaalser str. 105 ( ใกล้ๆหอพัก Westpark) หรือ Dr. Schneider Constanze ถนน Großkölnstr. 24-28 tel. 31202 ( แถวๆ Rathaus)
หมอที่แย่: ( รักษาฟัน) Frau Von Heling อยู่ชั้นบนของ Plus ที่ Mensa 6 (M6) แย่เพราะคุณภาพการทำหยาบมาก แต่การต้องรับจะยิ้มแย้มตลอด(ทำให้นึกว่าดี) – อย่าไปเด็ดขาด ( คนเขียนเองโดนกับตัวมาแล้ว กว่าจะคิดได้ ฟันก็ถูกรักษาแบบแย่ๆไปหลายซี่แล้ว)
- การบริจาคโลหิต
สำหรับคนที่อยากทำบุญด้วยการบริจาคโลหิต หรือเกล็ดเลือด สามารถไปให้บริจาคได้ที่ Uniklinikum ( นั่งรถเมล์สาย 33, 3A, 3B, 45 ) นอกเหนือจากได้บุญแล้ว ที่นี่ เขาจะตรวจเลือดของเราอย่างละเอียด ซึ่งตั้งแต่การบริจาค ครั้งที่สองเป็นต้นไป ถ้าเกิดมีค่าอะไรผิดปรกติ เขาก็จะเตือนเรา ซึ่งเป็นเสมือนการ ตรวจสุขภาพเป็นประจำนั่นเอง นอกเหนือจากนั้น เขาจะให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 25 ยูโรต่อครั้ง
ข้อจำกัด: นอกเหนือจากจะเป็นคนสะอาดที่ไม่เป็นโรคติดต่อต่างๆ ( HIV, Hepatitis, ...) แล้ว สำหรับคนที่มาจากเอเชียตะวันออก ก่อนมาบริจาคจะต้องไม่ได้กลับไปเมืองไทยภายใน ระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา (เขากลัวเรื่องโรคเขตร้อนเช่น มาลาเรีย)
- การคมนาคมในเมือง
มีเฉพาะรถโดยสารประจำทางเป็นพาหนะเดินทางภายในเมือง และไปยังเมืองใกล้เคียง ประชาชนส่วนมากโดยเฉพาะนักเรียนนิยมใช้จักรยานกันแพร่หลาย สำหรับนักศึกษา สามารถใช้บริการฟรี (รวมในค่าเทอม) โดยสารรถประจำทางของ AVV (Aachener Verkehrsverbundes) และรถไฟ( Deutsche Bahn) ไปเมือง Köln , Düsseldorf และอื่นๆ ตามที่ระบุไว้ในบัตรนักศึกษา โดยต้องนำบัตรนักศึกษา และบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายติดตัวไปทุกครั้ง (เช่น ใบขับขี่ในเยอรมัน , หนังสือเดินทาง , บัตรนักเรียนนานาชาติ ISIC) มิฉะนั้นถ้า ลืมเอาไปแล้วโดนตรวจจะต้องเสียค่าปรับประมาณ 40-60 ยูโร (นอกเหนือจากค่าตั๋ว) โดยถ้าเรามีบัตรนักศึกษาที่ใช้ได้จริงจะต้องเอาไปยืนยันในภายหลังและยังจะต้องเสียค่าปรับประมาณ 7 ยูโร
รถประจำทางในเมือง จะบังคับให้ขึ้นที่ประตูหน้า และจะต้องแสดงบัตรที่เรามีให้ดูด้วยเสมอ
- การทำใบขับขี่
ใบขับขี่นานาชาติที่ทำมาจากประเทศไทย มีอายุใช้ได้แค่ 6 เดือน ในทางกฎหมาย ถ้าเราอยู่ประเทศนี้นานเกิน 3 ปี จะไม่สามารถใช้ใบขับขี่นานาชาติในการขับขี่ได้ (ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ประกันรถที่เราเช่ามา อาจไม่รับผิดชอบ)
การแปลงใบขับขี่ของเมืองไทยเป็นของเยอรมันนั้น เราต้องไปเข้าคอร์สเรียน/สอบ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายอย่างน้อยประมาณ 4 00 Euro ( รวมหมด)
สำหรับคนที่อยู่ในประเทศเยอรมนีเกิน 3 ปี จะไม่สามารถแปลงใบขับขี่ของชาติตน มาเป็นของเยอรมันได้อีก จะต้องทำใหม่สถานเดียวซึ่งค่าใช้จ่ายจะตก อย่างน้อย ประมาณ 800 Euro ( รวมหมด) และข้อเสียของใบขับขี่ใหม่คือ ในปีแรก ไม่สามารถเช่ารถได้ (ไม่มีบริษัทเช่ารถใด ยอมให้คนที่มีใบขับขี่ อายุน้อยกว่า 1 ปีเช่า)
การไปเรียนขับรถ สามารถติดต่อได้ที่ Asta (Allgemeiner Studentenausschuss) ซึ่งมีออฟฟิศอยู่ที่ Mensa I
เอกสาร
1. Passport
2. วีซ่า
3. หลักฐานการทดสอบสายตา ( Sehtest)
4. หลักฐานการเข้าอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้น (Nachweis über die Teilnahme an einem Kurs "Sofortmaßnahmen am Unfallort")
5. รูปถ่าย
- การต่ออายุและออกหนังสือเดินทางไทย
หลักฐาน
1. หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบันและสำเนา 2 ชุด
2. คำร้องขอต่ออายุหรือออกหนังสือเดินทาง 2 แผ่น( 1 แผ่นมี 2 หน้า หน้าแรกและหน้าหลัง พิมพ์ให้อยู่บนแผ่นเดียวกัน , กรอกเหมือนกันทั้ง 2 แผ่น )
3. ( สำหรับนร.ทุน หรือขรก.ในความดูแลของกพ.) หนังสือรับรองจากสนง.ผู้ดูแลนร.ไทย(ลอนดอน)
4. รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป ( ถ้าออกเล่มใหม่-ในกรณีหนังสือเดินเดิมอายุเกิน 5 ปี-ใช้ 3 รูป) เขียนชื่อหลังรูป
5. ใบทะเบียนสมรส ( Heiratsurkunde) ในกรณีที่สมรสแล้ว หรือใบหย่า
6. สำเนาทะเบียนบ้านไทย
7. สำเนาบัตรประชาชน
8. สำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของสามี
9. ใบแสดงถิ่นที่อยู่ในประเทศเยอรมนี ( Anmeldebestätigung)
10. ค่าธรรมเนียม 30 ออยโร (กรณีขอเล่มใหม่ 32 ออยโร) สำหรับนร.ทุนหรือขรก. ที่มีหนังสือเดินทางประเภทงดเว้นค่าธรรมเนียม ถ้าต้องทำเล่มใหม่ หรือเมื่อครบ 10 ปี ต้องจ่ายค่าบันทึกข้อมูล 68 บาท หรือ 5 ออยโร(กระทรวงจะทอนเงินคืนเป็นเงินบาทให้) ค่าธรรมเนียมทุกกรณี ใส่มาเป็นเงินสดในซองจม.ได้เลย เพราะที่แฟรงเฟิร์ต ไม่มีจนท.พอที่จะจัดการเรื่องบัญชี
11. แนบซองพร้อมทั้งจ่าหน้าซองเขียนชื่อที่อยู่ถึงตัวเองและสแตมป์ 4 ออยโร
หมายเหตุ
- เอกสารตั้งแต่ข้อ 5. ถึงข้อ 9. กรุณาถ่ายสำเนาอย่างละ 2 ชุด สำเนาเซ็นรับรองถูกต้องด้วยตนเอง
- การต่ออายุหนังสือเดินทางเล่มเล็กใช้เวลาราว 1 สัปดาห์ ส่วนการต่ออายุหนังสือเดินทางเล่มใหญ่ และการต่ออายุหนังสือเดินทางที่ต้องเปลี่ยนเล่มใหม่จะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์
- ที่อยู่ กงสุลใหญ่ (รับผิดชอบเขต NRW, Rheinland และครึ่งล่างของเยอรมัน)
Königlich Thailändisches Generalkonsulat
Kennedyallee 109
60596 Frankfurt am Main
Tel. 0049-69-69868205
Fax. 0049-69-69868228
- กรณีหนังสือเดินทางหาย แจ้งความกับตำรวจในพื้นที่ และส่งบันทึกแจ้งความประกอบการขอหนังสือเดินทางเล่มใหม่ด้วย ขอให้ติดต่อจนท.ของสถานกงสุลใหญ่ โทร. ( 069) 69 86 82 08 / 69 86 82 09 / 69 86 82 03
- การทำเรื่องออกเสียงเลือกตั้งนอกอาณาจักร
สำหรับผู้ประสงค์ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ต้องลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งในประเทศเยอรมนี ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต
THE ROYAL THAI CONSULATE-GENERAL, FRANKFURT
KENNEDYALLEE 109, 60596 FRANKFURT AM MAIN , GERMANY
TEL. (069)69 86 82 08, (069) 69 86 82 09, FAX (069) 69 86 82 28
“ แบบคำร้องขอละทะเบียนรายชื่อผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ” สามารถดาวน์โหลดได้ที่ หัวข้อ Document
- เรื่องการทำงานของนักศึกษาในประเทศเยอรมัน
การทำงานในประเทศเยอรมันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับนักศึกษา งานในที่นี้แบ่งเป็นสามชนิดหลักๆ ได้แก่
1. งาน Hiwi
2. งาน Full time ไม่เกิน 90 วัน หรือทำงานครึ่งวันได้ 180 วัน ต่อปี
3. งานอื่นๆที่ผิดกฏหมาย (Schwarzarbeit)
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะงานในหัวข้อที่หนึ่งและสองเป็นหลัก
งาน Hiwi:
จะทำกับ Institute ในมหาลัยหรือกับบริษัทภายนอกก็ได้ ลักษณะงานขึ้นอยู่กับแต่ละ Institute มีตั้งแต่ช่วยทำงานทดลองใน Lab, วาดรูปในคอม. , ถ่ายเอกสาร , เขียนโปรแกรม ฯลฯ สามารถทำได้สูงสุด 19 ชม.ต่ออาทิตย์ ( 1 เดือน = 4.33 สัปดาห์) โดยมีรายได้ 8 Euro ต่อชม. หากทำงานไม่เกิน 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีสังคม 10% ถ้าทำครบปี สามารถมีวันหยุดได้ 4 อาทิตย์ และจะได้รับเงินโบนัส ตอนเดือน 11 (Weihnachtsgeld)
การหางาน ให้ดูได้ตามประกาศในบอร์ดต่างๆ และถามจาก Assistants ที่ทำงานแต่ละ Institute สำหรับคนที่ภาษาเยอรมันยังไม่ค่อยคล่องก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ปัจจุบันนี้มีหลาย Institutes ที่ต้องการเด็กนักเรียน Master เป็นนักเรียนช่วยเช่นกัน
งาน Full time ไม่เกิน 3 เดือนต่อปี:
วีซ่านักศึกษา อนุญาต ให้ทำงานกับบริษัททั่วไปแบบเต็มเวลา( full-time) ได้ไม่เกินสามเดือนในหนึ่งปี การทำงานอาจจะรับมาทำที่บ้านได้ หรือว่าอาจจะต้องเข้าบริษัทไปทำ เป็นลักษณะ summer job ถ้าทำงานแบบนี้แล้วในปีนั้น จะไม่สามารถทำงาน Hiwi ได้อีกเพราะเวลาทำงานในหนึ่งปี ได้ถึงข้อจำกัดของกฎหมายไปแล้ว
ทำอย่างไรเมื่อได้งานแล้ว:
- ทำสัญญาจ้างงาน โดยมากผู้จ้างจะเสนอสัญญาเป็นรายสามเดือน หกเดือน หรือ รายปี (แล้วแต่กรณี) เราสามารถรับงานได้มากกว่าหนึ่งแห่ง แต่ทั้งนี้ จำนวนชั่วโมงในการทำงานรวมจะต้องไม่เกิน 19h/w
เอกสาร:
1. passport
2. บัตรนักเรียน( Studentbescheinigung)
3. เอกสารรับรองการประกันสุขภาพ ( Versicherungsnachweise)
4. เอกสารแสดงที่อยู่ปัจจุบัน
5. เบอร์บัญชีที่เปิดไว้กับธนาคาร (Kontonummer)
- การรับค่าจ้าง โดยมากจะโอนเข้าบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคาร
หมายเหตุ สำหรับการทำงานเป็นนักเรียนช่วย เราต้องยื่นใบกำกับภาษี ( Lohnsteuerkarte) ให้กับ Institute ที่เราจะไปทำงานด้วย ก่อนจะได้ในกำกับภาษี เราก็ต้องไปทำเรื่องขอบัตรประกันสังคม ( Sozialversicherungsausweis) ซึ่งใบนี้สามารถขอฟรีได้ที่เดียวกับที่ๆ เราไปลงทะเบียนที่อยู่ (ข้อ 2.2) โดยนำ Passport ติดตัวไปด้วย
นอกจากนี้ ถ้ารายได้นักศึกษาไม่เกิน 7000 ยูโรต่อปี สามารถไปขอภาษีในส่วนของ Lohnsteuer ขอคืนได้จาก Finanzamt
- การทำปริญญาเอก
การทำปริญญาเอกที่เยอรมัน ไม่ถือว่าเป็นการเรียน ไม่มีคอร์สที่ต้องลงเรียน เป็นการทำวิจัยล้วนๆ ฉะนั้นจะสมัครลงทะเบียนเป็นนักศึกษาหรือไม่ก็ได้ ไม่มีใครบังคับ เมื่อมองให้ดี การทำเอกก็เป็น เหมือนการทำงานดีๆนี่เอง(อย่างต่ำวันละ 8 ชม.) จะจบได้ก็ต่อเมื่อเขียนวิทยานิพนธ์ส่ง และหลังจากนั้น ต้องสอบปากเปล่ากับ Prof. อีกสามคน คนแรกคือ Prof. ที่เราทำงานในภาค เรียกว่า Doktorfather, อีกสองคนเป็น Co-Referenz ในที่นี้ Prof. ของเราจะแนะนำว่าให้ใครเป็นดี ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Prof. ของภาคใกล้เคียง การสอบก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชม.โดยแบ่งเป็น
แสดงผลงาน ( Present) = 20 นาที (งานที่ทำมา 3 ปีต้องสรุปให้คนเข้าใจภายใน 20 นาที!!!)
ตอบคำถามในเรื่องของงานที่แสดงไป = 20 นาที
ตอบคำถามเรื่องทั่วๆไป = 20 นาที
( อนึ่ง การสอบนั้นต่างกันไปตามแต่ละ institute บาง institute อาจให้สรุปผลงานภายในเวลาเพียงแค่ 8 นาที และมี Prof. 4 คน เป็นต้น)
ภาษาที่ใช้ในการสอบนั้นจะต่างกันไป อันนี้ต้องคุยกับ Prof. ให้ดีๆ มีบางภาคที่ยอมให้สอบเป็น ภาษาอังกฤษได้ แต่ส่วนใหญ่ต้องใช้ภาษาเยอรมันเท่านั้น
ในเรื่องขั้นตอนการเตรียมตัวสอบนั้น ส่วนรายละเอียดให้ดูใน Promotionsordnung ของแต่ละภาค ในที่นี้ขอยกตัวอย่างระยะเวลาคร่าวๆ คือ หลังจากเขียนงานเสร็จแล้ว ต้องส่งให้ Prof. อ่านเพื่อแก้ไข+แนะนำ Prof. แต่ละภาคก็ใช้เวลาช้าเร็วไม่เท่ากันในการอ่านและแก้งาน ถ้า Prof. เราพอใจ เขาก็จะยื่นเรื่องว่าเรา ขอสอบจบเข้าในคณะกรรมการ Fachbereichsitzung หรือ Fakultätsitzung ของภาคที่เราเรียนอยู่ (เป็นการประชุมของ Prof. ในภาคนั้นๆทั้งหมด การประชุมนี้อาจมีแค่ 3-4 ครั้งต่อปีเท่านั้น) หลังจากนั้นถึงจะมี กำหนดการว่าจะให้เราสอบได้ในวันใด ( เพราะบางภาคมีข้อกำหนดต่างๆกัน เช่น ภาคไฟฟ้า จะไม่สามารถสอบดร. ในช่วงปิดเทอมได้เป็นต้น) การพิมพ์วิทยานิพนธ์นั้น จะส่งในโรงพิมพ์หลังทำการสอบแล้ว เมื่อเราส่งเอกสารเราให้โรงพิมพ์แล้ว จะต้องเอาใบรับรองการพิมพ์ จากโรงพิมพ์ยยื่นให้ภาคด้วย ( จำนวนการพิมพ์อยู่ที่ประมาณ 100-150 เล่ม)
สำหรับผู้คนที่สนใจทำเอก ก็ให้ไปดูในเว็บไซท์ของภาคต่างๆว่าเขาทำอะไร เรื่องที่เขาทำนั้น ตรงกับเรื่องที่เราเคยทำหรือไม่ หรือเรามีความสนใจ+ประสบการณ์ตรงตามเนื้อหาหรือไม่ ถ้าใช่ก็ให้เขียนจม.สมัครกับ Prof. ได้โดยตรง
ข้อเตือน: ก่อนอื่นขออธิบายคร่าวๆก่อนว่า การทำปริญญาเอกเกือบทั้งหมดเป็นการทำวิจัย เพราะฉะนั้น ค่าใช้จ่ายหลักๆก็มีค่าบุคคลากร(คนทำ) และค่าทำการวิจัย ( ค่าสร้าง-ซื้อเครื่องมือทดลอง , ค่าสารเคมี ฯลฯ) ถ้าเราไปดูตามเว็บไซท์แล้วเขามีประกาศรับสมัครคนทำปริญญาเอก ก็แสดงว่าทาง Prof. เขาหาทุนมาได้ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายข้างต้นไว้แล้ว ฉะนั้นจึงประกาศแค่หาคนมาทำ แต่สำหรับคนที่ใช้ทุนตัวเองหรือได้ทุนกพ. มาจากเมืองไทย แล้วสมัครมาทำเอกเพราะเรามีความสนใจ หรือสิ่งที่เราทำมาจากเมืองไทยอาจจะเข้ากับภาค เหล่านั้นได้ โดยที่ทางภาคเขาไม่ได้ มีการประกาศหัวข้อเรื่องไว้เหมือนในกรณีแรก อันนี้ขอให้ระวังให้ดี เพราะทุนที่เรามีนั้นเป็นค่าใช้จ่ายแค่ ครึ่งหนึ่งขอการทำวิจัยเท่านั้น(ค่าบุคคลากรซึ่งคือเราเอง) อีกครึ่งที่เป็นส่วนของ “ ค่าทำวิจัย “ ยังไม่มี ถ้าเราสมัครมาแล้ว Prof. เขารับ แสดงว่าในทางปฏิบัติ เมื่อเรามาอยู่เยอรมัน เราต้องเป็นคนติดต่อ หาทุนมาทำวิจัยเอง ซึ่งสำหรับคนที่ไม่รู้ภาษาเยอรมันอย่างดีนั้น ทำได้ยากมากๆ จึงขอเตือนว่าต้องคิดให้ดีๆ เพราะถ้าในที่สุดแล้วเราหาเงินตัวนี้ไม่ได้อาจจะต้องกลับบ้านโดยไม่จบก็ได้
สำหรับคนที่จบโทมาจากเมืองไทย เวลามาทำป.เอกนั้น บัตรนิสิตจะขึ้นคำว่า ( Bef. O. Absc. = Ohne Abschluss = ปราศจากหลักฐานการจบการศึกษา) ถึงแม้นตอนสมัครเราจะยื่นหลักฐานปริญญาโทแล้วก็ตาม ( เหตุผลเป็นเรื่องการเมืองภายในมหาลัย) ทีนี้ที่เราจะต้องรู้ก็คือว่า เมื่อเรามาถึงแล้ว ให้ไปทำเรื่อง เปลี่ยนสถานะ ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแล้ว ในบัตรนิสิตจะขึ้นคำว่า Promotion แทน ถ้าไม่ทำเรื่องและคำว่า Bef. O. Absc. ยังคงอยู่นั้น จะไม่สามารถทำการสอบเพื่อจบเอกได้ การเปลี่ยนสถานะให้ทำที่ AAA โดยต้องใช้หลักฐานดังนี้
Transcript ของป.ตรีและโทที่เป็นภาษาอังกฤษ (ตัวจริงและสำเนา)
หัวข้อเรื่อง Thesis โดยอันนี้เราต้องไปคุยกับ Prof. เพื่อให้ได้มา
ในกรณีที่เรามาทุนตัวเองหรือกพ.โดยทางภาคเขาไม่มีหัวข้อรอไว้ให้นั้น หัวข้อ Thesis ก็จะยังไม่มี บางทีเราอาจต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะหาหัวข้อได้แล้วถึงเปลี่ยนสถานะได้ ในระหว่างนี้ก็ยังต้องใช้สถานะ Bef. O. Absc. ไปก่อนซึ่ง สถานะการเป็นนิสิตประเภทนี้ มีอายุแค่หนึ่งปี และต้องไปต่อทุกๆปี การต่อก็ทำได้โดยการไปขอ Betreuungszusage จาก AAA แล้วเอาไปให้ Prof. เซ็นท์แล้วไปยื่นคืน (ดูรายละเอียดได้จาก เว็บไซท์ของ AAA )
รูปแบบเงินที่ได้จากการทำปริญญาเอก
ได้ทุกจากแหล่งอื่นภายนอก (เช่น DAAD หรือ ของรัฐบาล)
WiHi ได้ 20 ชม.ต่ออาทิตย์ , ~12 Euro ต่อชม. ภาษีที่หักน้อยมาก (ไม่เกิน 15%)
BAT 2a (Halbstelle) ประมาณ 1500 Euro ก่อนหักภาษี ได้จริงประมาณ 1000 Euro
BAT 2a (Vollstelle) ประมาณ 3000 Euro ก่อนหักภาษี ได้จริงแค่ประมาณ 1500 Euro
หลักฐาน: ในการสมัครโดยทั่วๆไปก็เหมือนการสมัคร Hiwi แต่สำหรับ BAT 2a นั้น ต้องใช้เพิ่ม คือ “ สำเนาใบแจ้งเกิด (ภาษาไทย) และ ใบแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือเยอรมัน ”
ในกรณีของข้อ 3 และ 4 นั้น ถ้าเราได้รับเงินเดือนแบบ BAT 2a นั้น คือเราเป็นลูกจ้างของมหาลัย เงินเดือนที่ได้มาถูกหักเยอะแยะมาก เพราะเราต้องจ่ายภาษีและประกัน เหมือนคนเยอรมันทุกอย่าง (ภาษีรายได้- Lohnsteuer, ประกันสุขภาพ- Krankenver, ประกันดูแลรักษา ยามเจ็บป่วย- Pflegever., ประกันตกงาน- Arbeitslosver., ประกันบำนาญ- Rentenver., ภาษีรวมประเทศ(ออก+ตก)- Solidaritätszuschlag) หลังจากสิ้นปี ก็จะสามารถไปทำเรื่อง เรียกคืนเงินภาษี ( Lohnsteuer) บางส่วนได้(อยู่ในหน่วย 3-6 ร้อยยูโร) ที่เป็นเช่นนี้เพราะได้ยินมาว่า เวลาเขาหักภาษี เขาจะหักเกินไว้ก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ไปทำเรื่องขอคืน รัฐก็สบายแฮ การทำก็ไปเอาแบบฟอร์มได้ที่ Finanzamt ในการกรอกเพราะเป็นภาษากฎหมายอ่านเข้าใจยากมาก ก็ให้ไปปรึกษา Steuerberatung เขาจะกรอกเรื่องทั้งหมดให้เรา ค่าใช้จ่ายก็ร้อยกว่ายูโร ( แต่ก็คุ้มอยู่ดี)
ในเรื่องของการทำงาน ถ้าได้เงินประเภท 3 หรือ 4 ก็ต้องทำทุกอย่างที่ Prof. ให้ทำตั้งแต่ช่วยสอน , จัดสัมมนาภายในหรือภายนอก , จัดทัศนศึกษาของภาค , หรือรับงานเป็นโปรเจคย่อยๆเพื่อหาเงินเข้าภาค ฯลฯ เรียกว่างานวิจัยในส่วนของป.เอกอาจจะเป็นแค่ 30 ของเวลาทำงานเอง เพราะฉะนั้น คนประเภทนี้ จะทำเอกเฉลี่ย 4-5 ปีเป็นเรื่องปรกติ แต่ก็จะเห็นว่าภาษาเยอรมันต้องดีมาก ทั้งพูดและเขียนเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นคนที่มาเรียน Master- ภาษาอังกฤษเมื่อจบแล้วอยากทำเอกโดยได้เงินเดือนจากมหาลัย ก็ต้อง เอาจริงกับภาษาเยอรมันด้วย มิฉะนั้น ความด้อยด้านภาษาจะเป็นอุปสรรคสำคัญ
ข้อดีของการเป็นลูกจ้างมหาลัยคือ สามารถเอาใบสัญญาการจ้างงานนี้ ไปทำ Visa แบบที่สูงขึ้นได้ ที่เขาเรียกว่า Aufenthaltserlaubnis ( ในกรณีนักเรียน ได้แค่ Aufenthaltsbewilligung) อันนี้แนะนำสำหรับคนที่อยากหาประสบการณ์ทำงานต่อในเยอรมนีหลังจบเอก เพราะถ้าได้ Visa นี้ต่อกัน 5 ปี จะสามารถขอ แบบไม่หมดอายุได้ คือไม่ต้องไปต่อเรื่อยๆ-แต่ไม่ใช่ Visa ตลอดชีพ เพราะถ้าเมื่อใดที่เราอยู่ในเยอรมันต่ำกว่า 6 เดือนในหนึ่งปี ก็จะถือว่า Visa นี้ขาดอายุเช่นกัน (รายละเอียดเพิ่มเติมไปหาอ่านได้ที่ http://www.im.nrw.de/aus/4.htm )
ส่วนเรื่องที่ผู้เขียนเองยังไม่เคลียร์คือเรื่องเงินบำนาญ ได้ยินว่าเมื่อกลับเมืองไทยแบบถาวร สามารถไปขอเงินที่เราจ่าย Rentenver. คืนได้จากสถานฑูตเยอรมันในไทย ซึ่งจะได้คืนแค่บางส่วน (อาจแค่ 20% ของที่จ่ายไป) แต่ว่าจะทำอย่างไรนั้น อันนี้ก็ต้องไปค้นกันอีกทีต่อไป
|
| การเตรียมตัวกลับบ้าน |
- ยกเลิกสถานภาพนักเรียน (Exmatrikulation)
ทำได้ที่ Sekretariat fuer studentische Angelegenheiten ถนน Wüllner 1(ใกล้กับ Hauptgebäude) มีแบบยกเลิกทันที หรือยกเลิกตอนหมดเทอม
- การถอนทะเบียนที่อยู่ (Abmeldung)
ทำที่ Verwaltungsgebaeude (ติดกับ Hauptbahnhof) หรือ Buergerservice ที่ Katschhof
- การยกเลิกบัญชีธนาคาร
ไม่แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารค้างไว้เมื่อไม่ได้อยู่ที่นี่ต่อไป อีกอย่าง บัญชีธนาคารโดยปรกติเมื่อไม่ใช่ นักเรียน ต้องเสียค่าใช้ธรรมเนียมรายเดือน เพราะฉะนั้นจึงควรปิดเพื่อความแน่นอนว่าจะไม่เกิดรายจ่าย ย้อนหลังตามมา การทำการปิดบัญชี ก็เพียงแต่ไปแจ้งความประสงค์ที่ธนาคารในสาขาที่ตนเองเปิดบัญชี
- การส่งของลงเรือ-เครื่องบินกลับไทย
คำศัพท์: การส่งของทางเรือ = Seefracht, ทางอากาศ = Luftfracht
ในกรณีถ้ากลับพร้อมๆกัน ก็สามารถรวมกันเช่าตู้คอนเทนเนอร์แล้วแพ็คของที่มีรวมกันในตู้เดียวได้เลย ปัญหาอาจอยู่ที่ศุลกากรเมืองไทย ตามกฎหมายนั้น ผู้ที่อยู่นอกประเทศเกินหนึ่งปี สามารถขนของใช้ส่วนตัวกลับบ้านได้อย่างละชิ้น เช่นตู้เย็น, ทีวี, เครื่องซักผ้า, ฯลฯ โดยไม่เสียภาษี เพราะฉะนั้น ถ้ารวมกันเช่า คอนเทนเนอร์แล้วระบุบไปในนั้นว่าเป็นของนาย ก คนเดียว ก็อาจมีของซ้ำๆกันหลายชิ้นได้ ซึ่งต้องเสียภาษีนำเข้า
จากข้อมูลของพี่ๆที่เคยส่งของกลับหลังจากเรียนจบก็มีตัวอย่างให้ดูสองบริษัท (ข้อมูลปี 2003)
- JAS Forwarding GmbH (Muendelheimer Weg 50, 40472 Duesseldorf, Fon. 0211-94 24 60)
ราคา: 1.95 Eur/kg (1 kg = 6 lit) หรือ 1600 Eur/ 5 m2
บริการ: ส่งทางอากาศโดยเราแพ็คของเองและเขามารับของที่หอพัก ในราคาด้านบนนั้น เราต้องไปออกของที่ท่าอากาศยานเอง
เวลา: 2-3 วัน
- Paul v. Maur Umzugsspedition GmbH ( www.paul-v-maur-s.de : Am Westkai 11, 70327 Stuttgart, Fon. 0711-32 76 100)
ราคา: 2300 Eur/ 5 m2 (215x115x200 cm)
บริการ: ส่งทางเรือ เราแพ็คของเองและเขามารับของที่หอพัก ในราคาด้านบนนั้น เขาจะออกของให้ที่ท่าเรือและเอาของส่งให้ถึงบ้านที่เมืองไทย (บริษัทนี้จะแพ็คของดีมาก) พร้อมกับเก็บวัสดุที่เหลือไปทิ้ง ในส่วนของราคาทางอากาศจะแพงกว่าที่แสดงไว้อีก
เวลา: ?
จะเห็นได้ว่า การเลือกบริษัทส่งของนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้บริการของบริษัทที่อยู่ในเมืองอาเค่นเท่านั้น ในการหาบริษัท ให้หาภายใต้คำว่า "Spedetion = การขนส่ง"
ในการเช่าตู้คอนเทนเนอร์ (ซึ่งเป็นการส่งของแบบจำนวนมากจริงๆ) บริษัทส่งของในเมืองอาเค่น ชื่อ
Schenker Deutschland AG (Fon. 89 34 44; Kuehlwetterstr. 1 อยู่ตรง Bendplatz บนถนนทางไป โรงงานLindt)
อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่เขียนไว้ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้าน้องๆคนใดสามารถหาบริษัทที่ ถูกกว่านี้ได้ ขอให้แจ้งข้อมูลกลับมาที่ Webmaster ด้วย
- การส่งของทางไปรษณีย์
หากไม่มีของมากขนาดที่จะต้องส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ สามารถไปส่งที่ไปรษณีย์ที่ Vaals ได้ โดยน้ำหนักของ 20 kg เสียค่าส่ง 53 EUR ใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ หลังจากส่งถึงเมืองไทย โดยส่งตรงถึงที่บ้าน
- การขอเงินบำนาญ(Renteversicherung)คืน
- การยกเลิกโทรศัพท์
ส่วนใหญ่นักเรียนในอาเค่นจะใช้บริการโทรศัพท์กับบริษัท O2 และจะเป็นสัญญาในลักษณะ 2 ปี และหลังจากนั้นจะต่อสัญญาปีต่อปี การยกเลิกสัญญาสมควรทำอย่างยิ่งก่อนสัญญาหมดเป็นเวลา 3 เดือน การยกเลิกทำได้โดยส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมลายมือชื่อ ส่งไปที่บริษัท
|
|
|
|
|
|